บทที่ 1 หน่วยกล้าดี
บทที่ 1
หน่วยกล้าดี
มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง...
รถสปอร์ตสีดำคันหรู เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบหน้าตึกอำนวยการ ทำเอาพวกนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาถึงกับต้องเหลียวมองตามกันเป็นแถว ยิ่งเมื่อได้เห็นเจ้าของรถซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงล่ำก้าวลงมาจากรถอย่างไม่รีบร้อน
เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแน่นแข็งแรง แมทช์เข้าคู่กับกางเกงสแล็กสีเข้มทรงสวยและรองเท้าหนังราคาแพง บวกกับทรงผมรองทรงต่ำที่เซ็ตรับกับใบหน้าคมเข้ม ทำให้ลุคของเขาดูมีเสน่ห์จนใครต่อใครต้องเหลียวมอง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชายด้วยกัน ส่วนสาวๆ ถึงกับมองค้าง พร้อมเสียงกระซิบกระซาบ
‘แกรรร... ไปขอคอนแท็กต์ให้กูหน่อย!’
‘เขาคือใครอ่ะ อาจารย์คนใหม่ป่ะ? โคตรหล่อเลยว่ะ!’
แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้ใส่ใจสายตาหรือคำพูดเหล่านั้น ร่างสูงก้าวตรงเข้าอาคารด้วยสีหน้าเรียบนิ่งและทุกก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี
ตลอดทางเดินไปยังลิฟต์ยังมีสายตาหลายคู่มองตามเป็นระยะ จนกระทั่งขึ้นมาถึงชั้นเป้าหมาย เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องผู้อำนวยการ แล้วถือวิสาสะผลักประตูเปิดเข้าไปทันที!
ชายวัยห้าสิบสี่ปีที่กำลังก้มหน้าเซ็นเอกสารบนโต๊ะ โดยมี ‘อาจารย์กิ่งกานต์’ หญิงสาววัยสามสิบต้นๆ พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการยืนอธิบายรายละเอียดอยู่ข้าง ๆ ชะงักมือลงทันที
กิตติกรเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นชัดๆ ว่าใครคือคนบุกรุก เขาก็ถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะวางปากกาลงบนโต๊ะเสียงดัง แป๊ก!
ส่งผลให้กิ่งกานต์ที่กำลังพูดค้างอยู่สะดุ้งตามไปด้วย เธอหันไปมองร่างสูงที่เดินเข้าห้องมาโดยไม่คิดจะเคาะประตู แต่สายตาคมกริบที่สาดมองมา ทำให้อาจารย์สาวรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันตา เธอรีบรวบเอกสารบนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะขอตัวเลี่ยงออกจากห้องไป ปล่อยให้สองพ่อลูกได้คุยกันตามลำพัง
“กว่าจะโผล่หัวมาได้นะ...” น้ำเสียงของผู้เป็นพ่อไม่ได้มีความยินดี ทั้งที่เป็นฝ่ายตามตอแยจนอีกฝ่ายรำคาญ “แล้วนี่ฉันพูดกับแกอยู่นะ”
กระทิงกระตุกยิ้มมุมปาก ละสายตาจากร่างบางที่เดินก้มหน้าออกไป
“ก็มาแล้วไงครับ” ตอบพ่อพลางเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ต้องรอคำเชิญ
“แล้วถ้าฉันไม่โทรตามจิก แกจะมาไหม”
“ไม่มา!” กระทิงตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
กิตติกรหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มอารมณ์หงุดหงิด ก่อนจะหลุดสบถออกมา “ไอ้ลูกหมา...”
“ครับพ่อ”
“อย่ามากวนประสาท”
“ข้อนี้พ่อต้องยอมรับให้ได้นะครับ... เพราะหากพ่ออยากให้ผมทำงานด้วย เรายังต้องเจอกันอีกยาว”
คนเป็นพ่อจ้องหน้าลูกชายเขม็ง กระทิงก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เรียนเก่ง หัวไว แต่ข้อเสียคือไม่ชอบถูกบังคับ โดยเฉพาะเรื่องงานจากผู้เป็นพ่อ...
กิตติกรเป็นทั้งพ่อและผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เขารู้ดีว่าลูกชายมีฝีมือด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม แต่พอเรียนจบมา เจ้าตัวกลับไม่ยอมไปทำงานประจำให้เป็นเรื่องเป็นราว ชอบรับงานออกแบบและคุมไซต์เป็นครั้งคราวตามแต่อารมณ์อยากทำ
ปัญหาคือ... ตอนนี้มหาวิทยาลัยกำลังมีโครงการใหญ่ กิตติกรวางแผนสร้างอาคารเรียนหลังใหม่เพื่อรองรับนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น และคนที่เขาต้องการให้มารับผิดชอบตั้งแต่งานออกแบบไปจนถึงคุมงานก่อสร้างมากที่สุด ก็คือลูกชายตัวดีคนนี้นั่นแหละ!
แต่เขาถูกปฏิเสธมาแล้วหลายรอบ... ครั้งแรกบอกว่ายังไม่ว่าง ครั้งที่สองบอกมีงานอื่นค้างอยู่ ครั้งที่สามบอกไม่อยากรับงานของคนในครอบครัว และครั้งล่าสุด... ตอบกลับมาสั้นๆ อย่างกวนประสาทว่า ‘ไม่มีอารมณ์ทำ’
คิดแล้วกิตติกรก็แทบอยากเอาที่ทับกระดาษบนโต๊ะขว้างใส่หัวลูกชายเพียงคนเดียวสักที!
“ฉันถามจริงๆ นะกระทิง” กิตติกรเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้ “แกเรียนวิศวะฯ มาจนจบ แล้วฉันจะให้แกมาช่วยงานช่วยออกแบบตึกเรียนใหม่ให้มหาลัย ทำไมมันถึงยากนักนะ”
กระทิงไขว่ไหล่ “ผมบอกพ่อแล้วไง ว่าผมจะทำงานก็ต่อเมื่อผมมีอารมณ์”
“มีอารมณ์?”
“ครับ”
“สงสัยฉันเลี้ยงแกมาดีเกินไป เลยคิดว่างานไม่สำคัญกับชีวิตแก”
กระทิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ถ้าผมฝืนทำทั้งที่ไม่อยากทำ งานมันจะออกมาดีได้ยังไงครับ”
“แล้วแกจะให้ฉันรออารมณ์แกไปอีกกี่ปี”
“พ่อรีบ ก็หาวิศวกรคนอื่นสิ”
กิตติกรนิ่งไปทันที สายตาเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจัง ก่อนจะคว้าปากกาบนโต๊ะขึ้นชี้หน้า “ไอ้ลูกหมา!”
กระทิงแค่นหัวเราะในลำคอ แต่ยังนั่งท่าเดิมอย่างไม่รู้สึกรู้สา
ถ้าผมเป็นลูกหมา พ่อก็จะเป็นอะไรได้...
สีหน้าและแววตาที่จ้องตอบ ทำเอากิตติกรถึงกับเจ็บหัวจี๊ด รีบยกมือขึ้นนวดขมับแรง ๆ
